![]() |
|||
![]() |
บทความสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูลิน่า Spirulinaโดย ดร.สุจินต์ โตวิวิชญ์ญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่มีความผูกพันอยู่กับสาหร่ายทะเลและสาหร่ายน้ำจืดอยู่มาก จนเห็นได้ว่าสาหร่ายกลายเป็น ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่น มีผู้ให้ความเห็นว่าการที่ชาวญี่ปุ่นมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน ปลอดจากโรคภัยหลายชนิดที่ ชาวตะวันตก ประสบกันอยู่นี้ เนื่องจากชาวญี่ปุ่นรับประทานอาหารที่มีความสมดุล มากกว่า เช่น ปลาและสาหร่าย สาหร่ายที่ชาวญี่ปุ่นนำมารับประทานนั้นมีตั้งแต่สาหร่ายทะเลซึ่งอุดมไปด้วยไอโอดีน และแร่ธาตุอื่น ๆ สาหร่ายหลายเซลล์ เช่น พวกสไปรูลิน่าหรือที่คนไทยรู้จักในชื่อว่า “สาหร่ายเกลียวทอง” อันเป็น สาหร่ายน้ำกร่อยนิยมใช้เป็นอาหารเสริมโปรตีน เนื่องจากมีโปรตีนสูงมาก มีกรดไขมันที่หายาก เช่น กรดแกมม่า- ไลโนเลนิก (Gamma Linolenic) ที่พบเฉพาะในพืชบางชนิดเท่านั้น ทุกวันนี้มนุษย์กำลังหันกลับเข้าสู่ธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการ ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในการบำบัดรักษาโรค ถ้าสิ่งใดที่สามารถป้องกันได้ด้วยสารจากธรรมชาติ ก็จะเป็นที่นิยมยิ่งนัก สาหร่ายเกลียวทอง เป็นพืชธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าได้รับประทานติดต่อกันนานพอสมควร จะมีผลดีต่อสุขภาพพลานามัยหลายประการ สาหร่ายเกลียวทอง เป็นพืชหลายเซลล์ มีลักษณะเป็นเกลียว ผนังเซลล์ประกอบด้วยน้ำตาลชนิดต่าง ๆ และ โปรตีนซึ่งแตกต่างจากพืชชนิดอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลลูโลส เป็นสาหร่ายสีเขียวเข้มชอบขึ้นในน้ำอุ่นที่มี ความเป็นด่างสูง แต่สามารถปรับตัวให้อยู่ใน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ปัจจุบันเป็นที่นิยมนำมาเป็น อาหารกันมาก จึงมีการเพาะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศ แรกที่ทำการเพาะเลี้ยง ต่อมาเป็นประเทศไทย อินเดีย จีน และประเทศอื่น ๆ |
||||||||
คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทอง | |||||||||
สาหร่ายเกลียวทอง จะมีคุณค่าทางอาหารเช่นเดียวกับอาหารชนิดอื่น ๆ ที่น่าสนใจสำหรับแพทย์และนัก โภชนาการ คือมีโปรตีนสูงถึง 65% เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ ที่มีโปรตีนสูง เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีน เพียง 37% สาหร่ายเกลียวทอง จึงนับเป็นพืชที่ให้โปรตีนสูง ทั้งยังพบว่า โปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมี ปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์ สาหร่ายเกลียวทอง จึงนับได้ว่า เป็นแหล่งโปรตีนอีกแหล่งหนึ่งได้นอกจากนี้ ยังประ- กอบไปด้วย กรดแกมม่าไลโนเลนิก (GLA) สูงกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ซึ่งกรดนี้มี คุณสมบัติ ช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน ผิวหนังอักเสบ และสิวฝ้า |
|||||||||
วิตามินและเกลือแร่ในสาหร่ายเกลียวทอง | |||||||||
สาหร่ายเกลียวทอง มีวิตามินอยู่ในปริมาณต่าง ๆ กัน วิตามิน ที่น่าสนใจได้แก่ วิตามิน B12 ซึ่งปกติ จะมีมากในเนื้อสัตว์ และมีปริมาณน้อยมากในพืชทั่ว ๆ ไปผู้ที่รับประทานมังสวิรัติจึงมักขาดวิตามิน B12 ซึ่ง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ สาหร่ายเกลียวทอง จึงเป็นทางเลือกสำหรับ ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ทั้งนี้เพราะ สาหร่ายเกลียวทองเป็นพืชที่มีวิตามิน B12 สูง วิตามินอีกชนิดหนึ่งที่มีมากในสาหร่ายเกลียวทอง คือ วิตามิน A ซึ่งอยู่ในรูปของเบต้าแคโรทีน มีบทบาทสำคัญในการลดอนุมูลอิสระ (free radical) ซึ่ง เป็นที่ยอมรับกันว่าผู้ที่ รับประทานเบต้าแคโรทีนจะมีภูมิคุ้มกันโรคสูง ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิด ต่าง ๆ เป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามิน E, วิตามิน C,วิตามิน B1, B6 และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่าง ๆ แล้ว สาหร่ายเกลียวทอง ยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ที่ จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม และแคลเซียม นอกจากนี้เม็ดสีในสาหร่ายเกลียวทอง ยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟีลล์ สีน้ำเงินของไพโคไซยานิน สีส้มของเบต้าแคโรทีนและแซนโตฟิล มีรายงานวิจัยหลายเรื่องพิสูจน์ว่า คลอโรฟีลล์ หรืออนุพันธ์ มีผลต่อการเจริญของแบคทีเรียและสัตว์ การ เผาผลาญอาหาร ระบบการหายใจ กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมน และการกำจัดสารพิษ ออกจากร่างกาย |
|||||||||
|
คุณค่าทางเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ | ||||||||
สาหร่ายเกลียวทอง อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินเกลือแร่มาก เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันโรค ระบบขับถ่ายสารพิษ และป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางในผู้ที่รับประทาน อาหารมังสวิรัติ ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทอง จึงเป็นพืชที่น่าจะส่งเสริมให้เพาะเลี้ยงให้มีปริมาณเพียงพอ เพื่อใช้เป็น แหล่งอาหารประเภทโปรตีน เพราะสามารถเพาะเลี้ยงได้เองในประเทศไทย |
|||||||||
ที่มา : บทความสาหร่ายเกลียวทอง โดย ดร.สุจินต์ โตวิวิชญ์ จาก http://www.gpo.or.th | |||||||||
![]() |
|||||||||
|
|||||||||